
ประเทศแรกที่พาจักรยานออกไปต่างแดน ตั้งแต่วันแรกก็พลาดเรื่องสนามบิน — 9 วันจาก Taoyuan ไป Taipei, Yilan, จนถึง Hualien
ผมมีความคิดอยากเอาจักรยานไปปั่นต่างประเทศมาตลอด หลังจากผมปั่นในประเทศมาเยอะพอสมควร ลังเลอยู่ว่าประเทศแรกจะเป็นที่ไหนระหว่างญี่ปุ่นกับไต้หวัน แต่สุดท้ายก็เลือกไต้หวันเพราะหลายเหตุผล แต่หลักๆคือถูกและไปง่ายกว่า และเมืองเป็นระเบียบ ผู้คนมีระเบียบวินัย สะอาด ถนนดี ธรรมชาติสวย เลยคิดว่าไต้หวันเลยเป็นเลือกที่ดีทีเดียว
สิ่งแรกที่ผุดมาในหัวเลยคือ Taroko National Park เพราะผมเห็นมันผ่านตาจากการสิงอยู่ในกลุ่มปั่นจักรยานมาเยอะมาก มันสวยมาก เส้นนี้มีการจัดงานแข่งที่มีชื่อเสียงคือ Taiwan KOM ซึ่งก็ค่อนข้างจะช่วยการันตีถึงความสวยงามของ Taroko ได้เป็นอย่างดี แผนของผมง่ายๆ คือปั่นไปให้ถึงยอดภูเขา (Wuling Pass) แล้วกลับมาขึ้นเครื่องให้ทันแค่นั้นแหละ ผมมีเวลา 9 วัน (12–20 ตุลาคม 67) ... ใช่แผนมีแค่นี้เลย
ความคาดหวังของผมในทริปนี้ มันไม่ใช่การไปให้ถึงยอดเขา แต่ผมก็ไม่แน่ใจหรอกนะว่ามันคืออะไร มันมีหลายอย่างปะปนอยู่ในหัว ทั้งอยากพิสูจน์ตัวเองว่าผมชอบเดินทางด้วยจักรยานจริงๆ มั๊ย อยากไปเห็นโลกในมุมต่างๆ อยากฝึกถ่ายรูป อยากฝึกเล่าเรื่อง — และด้วยจักรยานมันก็คงพาผมไปเห็นไต้หวันในมุมที่นักท่องเที่ยวทั่วไปอาจจะเห็นได้ยาก ได้สัมผัสไต้หวันแบบที่มันเป็นจริงๆและนี่คือเส้นทางที่ผมจะปั่นในหัว คือคร่าวๆมาก คิดว่าจะปั่นอย่างเดียวไม่ขึ้นรถไฟใดๆเลย
เส้นทาง: Taoyuan → Taipei → Yilan → Hualien

สภาพถนนในไต้หวันดีมากครับ ไม่ว่าจะใช้จักรยานแบบไหนก็ปั่นได้หมด ตั้งแต่เสือหมอบคาร์บอน จักรยานพับ เสือภูเขา หรือจักรยานทัวริ่ง ก็ล้วนขี่ได้สบาย แต่เราต้อง "ปรับตัว" ให้เข้ากับจักรยานที่เราพาไปด้วย
ทริปนี้ผมตื่นเต้นมาก อาจเป็นเพราะไม่ค่อยได้วางแผนด้วย เพราะฉะนั้นแต่ละวันมันก็เหมือนเป็นการเจออะไรใหม่ๆตลอดเวลา. และนี่แหละ ผมว่ามันคือความสนุกของการปั่นจักรยาน Bikepacking
เป็นคำถามที่ผมกังวลอยู่เหมือนกัน เพราะการเดินทางพร้อมจักรยานไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็มีวิธีให้เลือกหลายแบบ:
กล่องแข็ง (Hard Case) — ปกป้องจักรยานได้ดีมาก แต่ใหญ่และหนัก ต้องหาที่เก็บตอนเดินทาง
ถุงผ้าใส่จักรยาน (Soft Bag) — น้ำหนักเบา พกพาง่าย แต่ต้องแบกติดตัวตอนปั่น ซึ่งอาจเกะกะ
กล่องกระดาษลัง (Cardboard Box) — ราคาถูก (~100 บาท) ปกป้องได้ดี แต่ต้องหากล่องใหม่ขากลับ

ใครอยากสะดวกกว่านี้ ก็ติดต่อร้านจักรยานในไต้หวันให้แพ็คให้ได้เลย ราคาประมาณ 1,500–2,000 บาท แต่ผมขอประหยัดงบตรงนี้ และใช้โอกาสนี้ฝึกสกิลการแพ็คเอง เผื่อในอนาคตไปประเทศอื่นที่ไม่มีบริการ ก็จะได้ทำเองเป็นครับ ผมเคยทำแบบนี้แล้วครั้งนึง เอาจักรยานไปปั่นที่ภูเก็ต เลยไม่ค่อยกังวลซักเท่าไหร่

ด้วยความโง่แบบเต็มขั้น ผมนึกว่าสนามบินที่ลงจะเป็น Songshan ในไทเป แต่ที่ไหนได้… ตั๋วมันก็เขียนอยู่ชัดๆ ว่า Taipei–Taoyuan ก็นั่นแหละครับ… ก้าวแรกก็แตกเลย

แต่มาขนาดนี้แล้วก็ต้องคิดแง่บวกไว้ก่อน ผมก็เลยคิดว่า "ไม่เป็นไรหรอก…" ตอนแรกผมวางแผนจะปั่นไป Yilan เลย แต่ด้วยสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป เลยปรับแผนใหม่ — ไปให้ถึงตัวเมือง Taipei ก่อน ดู Google Map หาเส้นทางที่สั้นที่สุดจากสนามบิน Taoyuan ไป Taipei ระยะทางประมาณ 40 กิโลเมตร เริ่มประกอบจักรยาน, หาทางออกจากสนามบิน ใช้บริการ Shuttle Bus เพื่อนั่งออกมานอกเขตสนามบิน แล้วก็… เริ่มปั่นเลยครับ
(รู้ภายหลังว่าเราสามารถนั่งรถบัสไปลงที่ Taipei Main Station ได้นะ รถออกทุก 30 นาที — ขากลับมาขึ้นเครื่องผมก็ขึ้นรถบัสมา จาก Kuokuang Bus Taipei Terminal)

ป้ายเล็กๆ กับประโยคสั้นๆ ทำให้ผมรู้สึกว่าไต้หวันให้ความสำคัญกับ “การอยู่ร่วมกัน” บนท้องถนนอย่างจริงจัง ทั้งจักรยานและคนเดินเท้ามีพื้นที่ของตัวเอง แต่ความปลอดภัยของคนเดินเท้ายังมาก่อนเสมอ
แม้ไต้หวันจะเป็นประเทศเทคโนโลยีขั้นสูง เต็มไปด้วยโรงงานผลิตชิป แต่สิ่งเล็กๆ อย่างป้ายนี้กลับสะท้อนวิธีคิดของเมืองได้ดี — ไม่ใช่ทุกประเทศจะมีเลนจักรยานที่ดี และไม่ใช่ทุกเมืองจะบอกให้ “จักรยานหลีกทางให้คนเดิน” สิ่งแรกที่ผมรู้สึกคือ ที่นี่อยู่ร่วมกับธรรมชาติและผู้คนได้อย่างลงตัว มากกว่าที่บ้านเราในหลายๆ ด้าน
แต่พอคิดถึงบ้านเรา… ก็อดอมยิ้มไม่ได้ ในกรุงเทพฯ เราอาจต้องตั้งป้ายกลับกันว่า "คนเดินเท้าระวังมอเตอร์ไซค์บนฟุตบาท"
บางทีก็สงสัยว่า เรากำลังใช้ "ถนน" อย่างเข้าใจ หรือแค่ "เอาตัวรอด" จากมันกันแน่…
อย่างแรกที่ต้องทำก่อนเลยคือ… กดตัง! ผมไม่ได้แลกเงินมาแม้แต่เหรียญเดียว ใช้บัตร Travel Card (YouTrip) กดตังที่ตู้ ATM ลองกดไป 2,000 NTD (~2,000 บาท) โดนหักค่าธรรมเนียม 100 NTD ซึ่งก็แอบเยอะ แวะซื้อข้าวใน 7-11 ประมาณ 70 NTD เติมพลังไปก่อน





แต่เพียงไม่นาน ผมก็รู้ตัวว่า… เลือกเส้นทางผิด Google Maps พาผมปั่นตามเส้นที่สั้นที่สุด — แต่กลายเป็นทางที่อันตรายที่สุด ผมต้องปั่นเลียบทางด่วน รถยนต์วิ่งกันเร็วมาก แถมยังมีเนินขึ้นลงตลอดทาง ตอนนั้นคิดแค่ว่า… หันหลังกลับไม่ได้แล้ว ทำได้แค่ปั่นอย่างระมัดระวังที่สุด
ฝ่าฟันรถติดมาได้แบบหืดขึ้นคอ ผมก็มาโผล่แถวๆ New Taipei ถามว่า "แผนวันนี้คืออะไร?" ตอนนั้นผมเองก็ยังคิดอยู่เหมือนกัน แต่สิ่งที่รู้แน่ๆ คือ — ผมไม่อยากนอนในเมืองไทเป เลยตั้งใจว่าจะปั่นเลยออกไปอีกหน่อย แล้วค่อยหาที่เงียบๆ กางเต็นท์นอน






ปั่นชิวๆ มาเรื่อยๆ ก็มารู้ตัวว่าผมทำบัตร Travel Card หายครับ 555 เพราะเอาใส่กับกระเป๋ากางเกงกับมือถือ หยิบเข้าออกจนบัตรมันหล่นไปที่ไหนซะที่ ผมปั่นย้อนกลับมาหา หลายกิโลเลย หาอยู่หลายชั่วโมง มานั่งคิดว่าจะทำยังไงต่อ คือถ้าไม่มีบัตรนี้ผมต้องใช้ Credit Card กดเงินคงโดนค่าธรรมเนียมบานมากแน่ๆจนมานั่งทำใจว่าเราคงหาไม่เจอแล้ว รู้สึกแย่มากๆ ที่วันแรกมีแต่เรื่องพลาดเต็มไปหมด จนปั่นไปเรื่อยๆจนใกล้ถึงจุดที่รู้ตัวว่าบัตรหาย อยู่ๆก็เห็นแสงเงินๆ สะท้อนแสงไฟถนนอันริบหรี่อยู่ตรงขอบถนน และใช่มันคือบัตร Youtrip ของผมเองแหละ บอกเลยว่าตอนนั้นดีใจมากๆ ทำให้รู้สึกโล่งไปเลย





ผมหาทางข้ามจากฝั่ง New Taipei มาฝั่ง Taipei อยู่นานพอสมควร จำไม่ได้ว่าข้ามสะพานไหน ตอนนี้เวลาก็เกือบๆสี่ทุ่มได้แล้ว พอข้ามมาได้ก็เจอสวนสาธารณะเยอะมาก แล้วทางจักรยานตรงนี้ก็สวยมากด้วย มีคนมาปั่นจักรยานเยอะมากเลยแหละ ถึงแม้ว่ามันจะเวลาสี่ทุ่มแล้วก็ตาม พอ search Google ดูก็ได้รู้ว่าเส้นทางตรงนี้เขาเรียกว่า Taipei Riverside Bikeway

ปั่นเรื่อยๆ ไปจนเจอกับไนท์มาร์เก็ต (PIER 5 美食區) อารมณ์คล้ายๆ Asiatique บ้านเรา แต่เล็กกว่าเยอะ ขายแต่อาหาร street food ล้วนๆ เลยแวะพัก กินอะไรให้อิ่มท้องหน่อยก่อนปั่นต่อ
สไตล์อาหารของคนไต้หวันจะออกจืดๆ นิดนึง ไม่มีรสเผ็ดเลย ผมได้บะหมี่อะไรสักอย่างมาจานนึง ราคาประมาณ 100 NTD รสชาติถือว่าใช้ได้เลย.




ก็อย่างที่บอกแหละว่าผมไม่ได้มีแผนชัดเจน ที่คิดไว้ตอนนี้ก็คือจะหาที่กางเต็นท์สักที่ แต่ในไทเปก็อาจจะยากหน่อยเพราะมันเป็นเมืองใหญ่ เลยตั้งใจว่าจะปั่นให้เลยตัวเมืองมาสักหน่อยแล้วค่อยหาที่กางเต็นท์นอน ผมปั่นออกจากตัวเมืองมาได้ประมาณสิบกิโลเมตร ผู้คนเริ่มน้อยลง ปั่นเลาะทางจักรยานริมแม่น้ำมาเรื่อยๆ จนไปเจอคุณลุงคนนึง ปั่นจักรยาน touring แบบเต็มรูปแบบ กำลังกางถุงนอนนอนอยู่ใต้สะพาน
"เอาวะ… ถ้ามีคนมานอนตรงนี้ได้ เราก็นอนได้"

หลายคนอาจสงสัยว่า "ทำไมไม่ไปหาโฮสเทลถูกๆ นอนให้สบาย?" แต่ทริปนี้ไม่ได้มีแค่เป้าหมายการปั่นจักรยานเท่านั้น — ผมอยากฝึกเอาตัวรอด ตั้งใจว่าจะกางเต็นท์ให้ได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ ฝึกการใช้ชีวิตกลางแจ้ง ฝึกการนอนในสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย เพราะที่ๆ ผมอยากไปในอนาคต… อาจจะลำบากกว่านี้อีกเยอะ

ผมไม่ได้นอนใกล้ลุง touring คนนั้นมากนัก แต่พอตื่นขึ้นมาก็เห็นแกนั่งเก็บของ เตรียมตัวออกเดินทางแล้ว หลังจากปั่นเลาะแม่น้ำมาได้สักพัก เส้นทางเริ่มเปลี่ยนไปกลายเป็นทางเลียบทางรถไฟ — แต่ที่น่าแปลกใจกว่านั้นคือ เขานำรางรถไฟเก่ามาเปลี่ยนเป็นทางจักรยาน! เฮ้ยดีอะ

บอกตามตรงว่าตอนที่ผมปั่นไปถึงตรงนี้ ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคือหมู่บ้านแมว สถานที่ท่องเที่ยวที่คนไทยชอบมาเที่ยวกัน ที่เขาเรียกว่า Houtong Cat Village แต่ก็มีเอะใจนิดหนึ่งว่า ทำไมเห็น painting รูปแมวหรืออะไรที่เกี่ยวกับแมวเยอะแยะเต็มไปหมดเลย?







หลังออกจากหมู่บ้านแมว ผมก็ต้องเจอกับวิบากกรรมของวันนั้นทันที — การปั่นข้ามเขาจาก Houtong ไปยังอีกฝั่งหนึ่งของภูเขา ตอนนั้นผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าปลายทางตรงนั้นคือที่ไหน รู้แค่ว่าวันนี้ต้องปั่นไปให้ถึง Yilan ให้ได้
ช่วงแรกแทบไม่ได้ปั่น ต้องลงมาจูงจักรยานเสียมากกว่า เพราะทางชันจริงๆ แถมฝนยังตกปรอยๆ พอฝนหยุด แดดก็ออกเปรี้ยงทันที เรียกได้ว่าลำบากแท้ แต่สุดท้ายผมก็ผ่านมาได้ ช่วงนี้กินเวลาไปเกือบ 3 ชั่วโมงเลยทีเดียว
ผมปั่นต่อไปเรื่อยๆ จนเริ่มเห็นผู้คนมาท่องเที่ยวกันเยอะมาก ก่อนจะรู้ว่าที่นี่คือ Old Caoling Tunnel — อุโมงค์จักรยานยาวเกือบ 3 กิโลเมตร ที่ทะลุไปยังฝั่งทะเล
อุโมงค์แห่งนี้เคยเป็นทางรถไฟเก่า ก่อนถูกดัดแปลงให้กลายเป็นเส้นทางจักรยานและสถานที่ท่องเที่ยว ตลอดระยะทางเกือบ 3 กิโลเมตร ภายในอุโมงค์เย็นสบาย มีไฟตกแต่ง งานศิลปะ และบรรยากาศที่ทำให้การปั่นผ่านอุโมงค์นี้ไม่รู้สึกน่าเบื่อเลย
วันที่ผมไปเป็นวันหยุดพอดี จึงมีครอบครัวพาเด็กๆ มาปั่นจักรยานเล่นกันเต็มไปหมด และผมก็ได้กลายเป็นหนึ่งในนักท่องเที่ยวเหล่านั้นเหมือนกัน ผมค่อยๆ ปั่นช้าๆ ชมบรรยากาศ ชมผู้คน และปล่อยให้ตัวเองไหลไปกับระยะทาง 3 กิโลเมตรนี้อย่างไม่รีบเร่ง
เมื่อทะลุออกมาอีกฝั่งหนึ่ง ก็เจอกับโซนท่องเที่ยวเล็กๆ มีร้านค้า จุดพักจักรยาน และวิวทะเลที่เปิดกว้างอยู่ตรงหน้า หลายคนที่ปั่นมาจากอีกฝั่งก็มาจอดพัก กินของว่าง และนั่งชมวิวทะเลกันตรงนี้
ผมเองก็จอดพักอยู่ที่นี่เกือบชั่วโมง หาอะไรกินเติมพลังเล็กน้อย ก่อนเตรียมตัวปั่นต่อไปยัง Yilan ซึ่งยังเหลือระยะทางอีกกว่า 60 กิโลเมตร ตอนนั้นเวลาก็น่าจะราวๆ บ่ายสามถึงบ่ายสี่แล้ว







ผมเพลินกับการดูนั่นดูนี่ระหว่างทางจนไม่รู้ตัวว่า… ฟ้าเริ่มมืดแล้ว เลยต้องรีบจ้วงเลยทีนี้ เพราะวันนี้ผมตั้งใจจะไปให้ถึงเมือง Yilan — รวมระยะทาง 120 กิโลเมตรมั้งนะ ช่วงท้ายๆ ผมไม่ได้หยิบกล้องขึ้นมาถ่ายอะไรเลย

เช้านี้ผมแวะซื้อขนม น้ำ เตรียมตัวออกลุยต่อ ตอนแรกคิดว่าวันนี้น่าจะชิวๆ ปั่นเลาะริมทะเลไป Hualien ที่ไหนได้ 555 พร้อมแล้วก็ลุยต่อเลย เช้านี้รู้สึกค่อนข้างดีมากๆ














ตรงนั้นมีนักท่องเที่ยวหลายคัน บางคนเช่ารถขับมาเที่ยว บางคนมีไกด์พามา ผมเลยแอบเดินไปคุยกับไกด์กลุ่มหนึ่ง

"ทางที่ผ่านมายังแค่บทนำ… ของจริงมันเพิ่งจะเริ่ม"


ใครไหวก็ไหว… ผมขอเซฟแรงก่อนละกัน โชคดีที่เมือง Dongao มีสถานีรถไฟพอดี ผมไม่รอช้า เดินเข้าไปถามเจ้าหน้าที่ทันทีว่า "มีรถไป Hualien มั้ย?"
"อีก 10 นาที รถไฟจะมาพอดี!"






ขอบคุณความช่วยเหลือจากคนไต้หวันมากๆ เลยครับ ถึงจะสื่อสารภาษาอังกฤษไม่ได้มากนัก แต่ก็ยินดีให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ กราบ

ผมจอง hostel แล้ว (Taroko Susispace Homestay) ไม่ไกลจากสถานีรถไฟมากนัก ราคาประมาณ 500 NTD เจ้าของ Hostel ให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างดี ให้คำแนะนำเกี่ยวกับเมืองและสถานการณ์แผ่นดินถล่มที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อสองอาทิตย์ก่อน





`#bikepacking #taiwan #ปั่นจักรยานเที่ยว`
I’m Otto, a full-stack developer based in Bangkok with 9+ years of experience building software. This blog is where I write about my travels, what I learn from work, and the ideas I want to keep. It is a personal archive for stories, notes, photos, and thoughts I may want to revisit later.
Travelถึงยอด Wuling Pass จุดสูงสุดของถนนในไต้หวัน (3,275 ม.) — 10 กิโลเมตรสุดท้ายของ Taiwan KOM ที่ต้องหยุดพักทุก 100 เมตร พร้อมเรื่องเล่าจากป้าคนไทยที่ Hehuanshan
Travelวันแรกของการปั่นเข้า Taroko National Park — 80 กม. ไต่ระดับเกือบ 3,500 เมตร เจอร้านปิดสนิทหลังแผ่นดินไหว ฝน หมอก และมิตรภาพในศาลา community center
Travelจากคนที่ไม่ค่อยชอบเดิน trek หลังจบทริป Mardi Himal 5 วัน กลับติดใจจนสัญญากับตัวเองว่าต้องกลับมาเนปาลอีกแน่ — รีวิวค่าใช้จ่าย อาหาร วัฒนธรรม และทริปวันต่อวัน